ผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบกลุ่มเพื่อฝึกการทรงท่าต่อความสามารถในการทรงท่าในผู้สูงอายุไทยเพศหญิงที่มีระดับกิจกรรมทางกายต่างกัน: การศึกษานำร่อง.

ชื่อผู้วิจัย: 
ผศ.ดร.สายธิดา ลาภอนันตสิน
Category: 
กายภาพบำบัด
Abstract: 
บทคัดย่อ บทนำ: ผู้สูงอายุที่มีระดับกิจกรรมทางกายอยู่ในระดับน้อย (inactivity) และระดับเบา (light activity)จะมีความเสี่ยงในการล้มสูงขึ้นกว่าผู้สูงอายุที่มีกิจกรรมทางกายอยู่ในระดับปานกลางขึ้นไป ดังนั้นการฝึกเพื่อพัฒนาความสามารถในการทรงท่าแก่ผู้สูงอายุกลุ่มนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น สายธิดาและคณะในปีค.ศ. 2011ได้พัฒนาโปรแกรมการออกกำลังกายแบบกลุ่มสำหรับสูงอายุกลุ่มดังกล่าวและพบว่าโปรแกรมนี้มีประสิทธิผลในการเพิ่มความสามารถการทรงท่าด้วยการฝึกเพียง 4 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม พื้นฐานระดับกิจกรรมทางกายที่ต่างกันอาจตอบสนองต่อการฝึกต่างกันได้ ดังนั้นหากทราบประสิทธิผลของโปรแกรมดังกล่าวต่อกลุ่มผู้สูงอายุที่มีระดับกิจกรรมทางกายต่างกัน ย่อมสามารถปรับปรุง และนำโปรแกรมไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมต่อกลุ่มผู้สูงอายุมากขึ้น วัตถุประสงค์:เพื่อเปรียบเทียบผลของโปรแกรมการออกกำลังกายแบบกลุ่มของสายธิดาและคณะ ต่อการพัฒนาความสามารถในการทรงท่าระหว่างผู้สูงอายุเพศหญิงที่มีระดับกิจกรรมทางกายอยู่ในระดับน้อยและระดับเบา ระเบียบวิธีวิจัย: ผู้สูงอายุไทยเพศหญิงที่มีระดับกิจกรรมทางกายในระดับน้อยและระดับเบาจำนวน 40 คน สุ่มแบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน ดังนี้ กลุ่มที่มีระดับกิจกรรมทางกายในระดับน้อยที่ได้รับการออกกำลังกาย (inactivity withexercise, IE) และไม่ได้รับการออกกำลังกาย(inactivity control, IC) และกลุ่มที่มีระดับกิจกรรมทางกายในระดับเบาที่ได้รับการออกกำ ลังกาย (lightactivity with exercise, LE) และไม่ได้รับการออกกำลังกาย (light activity control, LC) กลุ่มออกกำลังกายได้รับการฝึกตามโปรแกรม 30 นาที/ครั้ง 3 ครั้ง/สัปดาห์เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ วัดความสามารถในการทรงท่าด้วย Duncan functional reach test (FRT), Onelegstanding test (OLST) และ Timed up and gotest (TUG) ก่อนฝึก (สัปดาห์ที่ 0) และหลังฝึกในสัปดาห์ที่ 2 และ 4วิเคราะห์สถิติโดยทดสอบผลของการฝึกร่วมกับระดับกิจกรรมทางกาย และระยะเวลาในการฝึกต่อประสิทธิภาพการทรงท่า(ค่า FRT, OLST และTUG)ด้วย two-way ANOVA mixed model และposthoc test ด้วย Bonferroni ผลการวิจัย: เมื่อเปรียบเทียบภายในกลุ่ม พบการพัฒนาประสิทธิภาพการทรงท่าตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 เฉพาะกลุ่มที่ได้รับการฝึกเท่านั้น โดยกลุ่มLE มีการพัฒนาทุกตัวแปรคือFRT,OLST และ TUG (p< 0.05) ส่วนกลุ่ม IE มีการพัฒนาเพียงFRT และ TUG (p<0.05) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มพบว่าก่อนการฝึกกลุ่มกรรมทางกายระดับเบามีค่า TUG เร็วกว่ากลุ่มที่มีกิจกรรมทางกายระดับน้อย (p<0.05) ภายหลังการฝึกใน wk2และwk4พบว่ากลุ่ม LE มีประสิทธิภาพการทรงท่าดีขึ้นทุกตัวแปรเมื่อเทียบกับกลุ่ม IC (p< 0.05) ส่วนกลุ่ม IE และ LC มีเพียงค่า TUG ที่ดีกว่ากลุ่ม IC (p<0.01)สรุปผลการวิจัย:โปรแกรมการออกกำลังกายแบบกลุ่มนี้ให้ประสิทธิผลในการพัฒนาความสามารถการทรงท่าแก่ผู้สูงอายุที่มีระดับกิจกรรมทางกายในระดับเบาได้เร็วและดีกว่าระดับน้อยดังนั้น โปรแกรมการออกกำลังกายแบบกลุ่มในชุมชนดังกล่าวจึงเหมาะสำหรับการฝึกเพิ่มความสามารถของการทรงท่าแก่ผู้สูงอายุที่มีกิจกรรมทางกายอยู่ในระดับเบามากกว่าผู้สูงอายุที่มีกิจกรรมทางกายอยู่ในระดับน้อย Abstract Background: Falling risk of the elderly with light physical activity level is usually higher than that of the elderly with moderate and high physical activity levels. Therefore, training to improve balance performance for the inactivity and the light activity elderly is important in falls prevention. In 2011, Saitida et al developed a group exercise program for balance training for Thai elderly women in community. However, differed physical activity levels may response to the training program differently. Therefore, the effectiveness of the program for elders with different physical activity levels should be investigated in order to improve or apply the program appropriately to the elderly. Objective: To compare effects of the group exercise program on balance performance in Thai elderly women between inactivity and light activity. Methods: Forty healthy Thai elderly women participated and were randomized into 4 groups (n=10/ group) as follows; 1)inactivity with exercise (IE), 2) inactivity control (IC), 3) lht activity with exercise (LE) and 4) light activity control (LC). The exercise groups were trained by an exercise program for balance training of Saitida et al for 4 weeks (30 min/day, 3 days/week), while the control groups were not received any training. Balance performances of the elderly were assessed by using Duncan functional reach test (FRT), one-leg standing test (OLST) and timed up and go test (TUG) before training (wk0), and at the 2nd week (wk2) and the 4th week (wk4) after training. Twoway ANOVA mixed model was used for analysis the effects of training with physical activity levels and duration of the training on all parameters, then post hoc analysis with Bonferroni test. Results: From within group comparison, there was an improvement of balance performance only in the training groups since wk2. The LE group showed an improvement of FRT, OLST and TUG, while IE group demonstrated an improvement of FRT and TUG (p<0.05) only. When compared between groups, at wk0, the TUG of the light activity groups was faster than that of the inactivity groups (p<0.05) while the other parameters did not differ. After training at wk2 and wk4, LE group had an improvement of balance performance in FRT, OLST and TUG when compared with IC (p<0.05), whereas the IE and LC groups showed only a faster in TUG when compared with IC (p<0.01). Conclusion: Group exercise program of Saitida et al in 2011 can improve balance performance of elderly with light physical activity more effectively than whom with inactivity. Therefore, this community-based group exercise program is more applicable to improve balance ability for the elderly with light physical activity level than for the elderly with inactivity level. Keyword: balance, elderly, group exercise, physical activity levels